จัดระเบียบบ้านใหม่เปลี่ยนบ้านรกให้น่าอยู่

จัดระเบียบบ้านใหม่เปลี่ยนบ้านรกให้น่าอยู่

การทำความสะอาดบ้านเป็นสิ่งจำเป็นและควรทำอย่างสม่ำเสมอ แต่สำหรับคนทำงานการทำความสะอาดครั้งใหญ่ทั่วทั้งบ้านอาจจะต้องหาเวลาทำความสะอาดบ้านเป็นครั้งๆไป ส่วนใหญ่ฤกษ์งามยามดีก็มักจะเป็นช่วงวันเทศกาลต่างๆเนื่องจากเป็นวันหยุด วันว่างสำหรับคนทำงาน

สิ่งแรกที่ควรจะทำคือการขจัด สิ่งของที่ไม่ได้ใช้ โดยตระหนักถึง

  • ระยะเวลาใช้งานของสิ่งของเครื่องใช้ หากเป็นสิ่งของที่ไม่จำเป็นมีระยะเวลาใช้งานเกิน 1 ปีก็ควรจะทิ้ง แต่หากเป็นของที่ใช้เป็นประจำ ควรจะเช็ควันหมดอายุหรือประสิทธิภาพการใช้งานของสิ่งของนั้นๆด้วย
  • ประโยชน์ของสิ่งของเครื่องใช้ หากไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้สิ่งของบางสิ่งก็ไม่ควรจะเก็บไว้ หากสิ่งของนั้นจำเป็นแต่อาจไม่ได้ใช้บ่อย อาทิ เครื่องมือช่าง ก็ยังสามารถเก็บไว้ได้ และควรตรวจสภาพประสิทธิภาพการใช้งานว่าสามารถใช้งานได้ปกติหรือเสื่อมประสิทธิภาพหรือไม่ ก็หากเสื่อมหรือชำรุดก็ควรจะทิ้งไปเสีย

เมื่อตระหนักถึงสิ่งเหล่านี้แล้วนั้นมีสิ่งของที่ใช้การไม่ได้แล้วก็ควรจะกำจัดทิ้ง แต่หากไม่มีความจำเป็นแต่สิ่งของนั้นยังใช้งานได้ควรจะนำไปบริจาคให้ผู้อื่นจะมีประโยชน์มากกว่า และยังทำให้บ้านดูสะอาด โปร่ง โล่ง ปราศจากความรก

การทำความสะอาดทั่วทั้งบ้านถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ และมีหลากหลายพื้นที่ที่จำเป็นต้องทำเพื่อขจัดความรกให้หมดไป แต่ยิ่งมีพื้นที่ที่ต้องจัดการมาก ก็มักจะทำให้เราไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหน ดังนั้นจึงทำไปทีละโซน ทีละพื้นที่

7 พื้นที่ที่ควรให้ความสำคัญในการทำความสะอาดบ้าน โดยเริ่มไปทีละจุด จากภายในบ้านไปจนถึงนอกบ้าน ดังต่อไปนี้

1.ห้องนอน เป็นห้องส่วนบุคคลและเป็นห้องที่มีความจำเป็นมากที่สุดเนื่องจากเราใช้เวลาอยู่กับห้องนอนเกือบจะมากที่สุดทั้งกลางวันและกลางคืน และส่วนใหญ่เป็นห้องที่มีทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นตู้เสื้อผ้า เสื้อผ้า โต๊ะเครื่องแป้ง อุปกรณ์แต่งหน้า ของตกแต่งภายในห้องรวมถึงบางคนอาจจะสะสมตุ๊กตา ซึ่งแต่ละอย่างมักจะมาพร้อมฝุ่นและความรก

ส่วนสำคัญคือเราใช้ห้องนอนเป็นห้องที่เอาไว้หลับนอนแล้วด้วยนั้น ห้องนอนจึงควรเป็นห้องที่โล่ง โปร่ง อากาศถ่ายเทสะดวก หากห้องนอนรก สกปรก หรือมีฝุ่นเต็มไปทั่วทั้งห้อง ก็จะทำให้เราสูดอากาศที่เต็มไปด้วยฝุ่นและสิ่งสกปรกในช่วงเวลาหลับนอน และอาจจะมีผลกระทบต่อสุขภาพได้อีกด้วย อาทิ โรคภูมิแพ้ เป็นต้น

ดังนั้นการทำความสะอาดห้องนี้จึงต้องดูแลเป็นพิเศษมากกว่าพื้นที่อื่นๆ สิ่งของเครื่องใช้ที่ไม่มีความจำเป็น หรือหมดอายุก็ควรทิ้งไป พร้อมจัดของใหม่ ซึ่งจะช่วยให้ตู้เก็บของไม่รับภาระจากสิ่งของที่ไม่จำเป็นมากจนเกินไป และมีระยะเวลาการใช้งานได้นานมากยิ่งขึ้น และจัดห้องให้ดูเป็นระเบียบเรียบร้อย โดยที่ให้อากาศถ่ายเทสะดวก ไม่มีสิ่งของอะไรมาขวางทิศทางลมภายในห้องได้

2.ห้องน้ำ เป็นห้องที่สกปรกได้ง่ายถึงแม้จะมีสิ่งของภายในห้องไม่มากเท่าโซนอื่นๆ เนื่องจากเป็นห้องที่เราไว้ใช้ชำระสิ่งสกปรกออกจากร่างกายหรือใช้ปลดทุกข์ และบางครั้งอาจจะนำสิ่งของมาล้างที่ห้องน้ำอีกด้วย 

ถึงแม้ว่าห้องน้ำจะมีขนาดไม่ใหญ่เท่าห้องโซนอื่นๆแต่เป็นห้องที่เราใช้ประจำทุกวัน ซึ่งยิ่งต้องดำรงรักษาไว้เป็นอย่างดีเช่นเดียวกับห้องนอน ยิ่งห้องน้ำเป็นห้องไว้ใช้ชำระร่างกาย หรือสิ่งต่างๆแล้วด้วยนั้น ยิ่งต้องดูแลและทำความสะอาดเป็นพิเศษ

การทำความสะอาดอย่างแรกควรเช็คความสะอาดภายในห้องน้ำ อาทิ พื้นห้องน้ำ อ่างล้างหน้า โถสุขภัณฑ์ กระจก เป็นต้น อย่างที่สองเช็คสิ่งของภายในห้องน้ำว่าหมดอายุหรือไม่สามารถใช้งานได้อีก อาทิ แชมพู สบู่ ยาสีฟัน แปรงฟัน เป็นต้น และอย่างสุดท้ายคือตรวจสภาพห้องน้ำว่ามีสิ่งใดชำรุดบ้าง อาทิ ประตู ก็อกน้ำ เครื่องทำน้ำอุ่น ฝักบัว เป็นต้น 

การทำความสะอาดห้องน้ำ ควรจะทำเป็นประจำในทุกๆวัน สำหรับคนที่ไม่ค่อยมีเวลาอาจจะต้องจัดสรรเวลามาทำ

3.ห้องครัว เป็นห้องที่เอาไว้ใช้สำหรับทำอาหาร ขนาดห้องก็มักจะมีหลากหลายแล้วแต่จะออกแบบเอาไว้ เป็นโซนที่ไม่ได้มีอะไรมากมายนอกจากเคาเตอร์ไว้สำหรับทำอาหาร และตู้เก็บของ แต่จะไปเน้นในส่วนของเครื่องใช้ไว้ทำอาหารเป็นส่วนใหญ่ อาทิ ถ้วย จาน หม้อ กระทะ เตา ตู้เย็น รวมไปถึงเครื่องปรุงอาหารต่างๆ เป็นต้น

อย่างที่รู้ว่าเป็นห้องทำอาหาร จึงมักมีเศษอาหารอยู่เสมอ และหากไม่ทำความสะอาด หรือทำความสะอาดไม่หมด อาจจะเป็นสิ่งนำทางให้พวกสัตว์ต่างๆเข้ามา อาทิ แมลงสาบ แมลงวัน หนู มด ซึ่งนำพาเชื้อโรคต่างๆเข้ามาได้

การทำความสะอาดห้องครัว อย่างแรกคือเช็ควันหมดอายุของเครื่องใช้ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องปรุงต่างๆ พวกสมุนไพร  หรือแม้กระทั่งส่วนประกอบหลักในการทำอาหาร อาทิ ผัก เนื้อสัตว์ หรือผลไม้ เป็นต้น อย่างที่สองคือการทำความสะอาดสำหรับของใช้เครื่องเขียง อาทิ ตู้เย็น เตา ตู้อบ เป็นต้น

เวลาทำอาหารเสร็จควรจะรีบทำความสะอาดเศษอาหารต่างๆให้เรียบ อย่าปล่อยทิ้งไว้นาน รวมทั้งเรื่องล้างถ้วยชามที่นำมาเป็นภาชนะใส่อาหารด้วย

4.ห้องนั่งเล่นหรือห้องรับแขก เป็นโซนแรกๆที่เข้าบ้านมาแล้วพบเจอ ไว้สำหรับรับแขกหรือนั่งพักผ่อนภายในบ้าน เป็นห้องกว้าง โปร่ง และโล่ง อากาศถ่ายเท ตรงส่วนนี้ส่วนใหญ่ก็จะตกแต่งตามสไตล์ของแต่ละเจ้าของ อาจจะมีตู้โชว์ที่เก็บของสะสมไว้มากมาย ตู้หนังสือ โต๊ะ โซฟารักแขก ของตกแต่งต่างๆ

ห้องนั่งเล่นหรือห้องรับแขกนั้น มักจะมีฝุ่นเยอะพอๆกับห้องนอน เนื่องจากมีของมากมาย ไม่ว่าจะเป็นของตกแต่งหรือของสะสมชิ้นเล็กๆ ยิ่งเป็นพวกโซฟา ผ้าม่าน พรม หมอน เป็นสิ่งของที่กักเก็บฝุ่นไว้เป็นอย่างดี 

ดังนั้นควรเช็ดทำความสะอาด หรือดูดฝุ่นจากสิ่งของต่างๆ รวมถึงพวกผ้าม่าน พรม ที่ควรนำไปซักด้วย และสิ่งของต่างๆที่เก็บสะสมหรือของตกแต่ง สิ่งไหนที่ไม่มีความจำเป็นหรือไม่มีประโยชน์ควรนำไปบริจาค หรือนำไปทิ้งเพื่อลดภาระของตู้เก็บของ แถมยังช่วยให้ดูเป็นระเบียบ และไม่รกจนเกินไป

5.ห้องเก็บของ เป็นห้องที่เก็บของใช้หรือไม่ใช้แล้วของผู้อยู่อาศัย ส่วนใหญ่เก็บไว้แล้วถ้าหากไม่ใช้เป็นประจำก็มักจะลืม เก็บไว้ทิ้งๆขว้างๆไม่ค่อยสนใจมากเท่าไหร่ เนื่องจากเป็นห้องปิด ไม่มีใครสังเกตเห็น ห้องเก็บของส่วนใหญ่มักเจอในบ้านจัดสรร ที่จะมีเตรียมไว้ให้จะอยู่ตรงโซนใต้บันได แต่บางบ้านที่สร้างเองอาจจะมีหรือไม่มีแล้วแต่เจ้าของออกแบบไว้

ห้องเก็บของเป็นห้องที่สะสมของต่างๆเอาไว้ ยิ่งอยู่ห้องใต้บันไดที่เป็นมุมอับคนมักจะลืมง่าย จึงเปรียบเสมือนห้องที่สะสมไปด้วยฝุ่นและเชื้อโรค หรือพวกสัตว์ต่างๆได้ดีกว่างห้องหรือโซนอื่น

ดังนั้นก็ควรเป็นอีกมุมหนึ่งที่ควรทำความสะอาด โดยการเช็คของที่ไม่ใช้และไม่มีประโยชน์แล้วนำไปทิ้งและทำความสะอาดไรฝุ่นต่างๆ

6.สวนในบ้าน หากเป็นสวนริมรั้วหรือสวนขนาดเล็ก อาจจะไม่ต้องทำอะไรมาก แต่หากเป็นสวนขนาดกลางหรือขนาดใหญ่ที่มีการออกแบบ ตกแต่งด้วยต้นไม้ ดอกไม้นานาพันธุ์ และอีกมากมายที่เป็นของตกแต่งสวน หากเจ้าของบ้านปล่อยปะละเลย ไม่ดูแลสวน ก็จะทำให้สวนดูรกด้วยต้นไม้ใบหญ้า และยังอาจรวมไปถึงสัตว์ต่างๆที่เข้ามาอยู่ในสวน ซึ่งอาจจะทำให้เกิดอันตรายต่อคนในบ้านได้ เช่น งู

การทำความสะอาดสวน อย่างแรกคือการตัดหญ้า ตกแต่งต้นไม้ให้เป็นทรง และเก็บต้นไม้ ดอกไม้ ที่เหี่ยวเฉา หรือเป็นโรคทิ้งไป และอีกอย่างคือ เช็คสภาพกระถาง หรือของตกแต่ง หากชำรุดหรือเสียก็ควรนำไปทิ้งเช่นเดียวกัน

7.ที่จอดรถภายในบ้าน นอกจากจะเป็นที่พักรถแล้วนั้น ยังสามารถเป็นที่เก็บของได้ โดยส่วนใหญ่ก็เป็นของที่เอาไว้ภายในบ้านไม่ได้ หรือเป็นของที่ไม่มีที่เก็บแล้ว อาทิ ตู้เก็บรองเท้า ตู้เก็บของ เป็นต้น

การทำความสะอาดที่จอดรถ อย่างแรกคือเช็คของที่ไม่มีประโยชน์หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้ อย่างที่สอง คือการเช็คตู้เก็บของ ตู้วางรองเท้า ว่ามีการชำรุดผุพังหรือไม่ หากซ่อมได้ก็ควรจะซ่อมแต่หากไม่ได้ก็ควรทิ้งไป และอย่างสุดท้ายคือการเช็ครอยร้าวตามพื้นที่จอดรถด้วย

นอกจาก 7 จุดหลักที่ได้กล่าวไป ยังมีอีกหลายอย่างที่ควรทำความสะอาด และตรวจเช็คสภาพเพื่อความปลอดภัย อาทิ อุปกรณ์เกี่ยวกับเชื้อเพลิงหรือไฟฟ้า ระบบต่างๆที่นำมาใช้ภายในบ้าน เช่น ระบบท่อระบายน้ำ ระบบกำจัดปลวก รวมไปถึงเครื่องปรับอากาศ เครื่องออกกำลังกาย จนถึงโครงสร้างบ้าน เป็นต้น

Leave a Reply